ติดตามเรา
Hot News บทความ

Comic Market 107 : 50 ปีแห่งจิตวิญญาณวัฒนธรรมโอตาคุ

Comic Market ไม่ได้เป็นเพียงแค่งานขายหนังสือทำมือที่ใหญ่ที่สุดในโลกเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของการรวมตัวของ “โอตาคุ” จากทั่วทุกมุมโลก

ท่ามกลางลมหนาวในสัปดาห์สุดท้ายของปี 2025 บรรยากาศรอบโตเกียวบิ๊กไซท์ (Tokyo Big Sight) กลับคุกรุ่นไปด้วยพลังงานมหาศาลของผู้คนนับแสนที่มารวมตัวกันในงาน Comic Market ครั้งที่ 107 หรือ C107 ซึ่งความพิเศษของครั้งนี้ไม่ใช่เพียงแค่การเป็นงานขายหนังสือทำมือที่ใหญ่ที่สุดในโลก แต่ยังเป็นหมุดหมายสำคัญของการก้าวเข้าสู่ปีที่ 50 ของตำนานคอมิกเกะที่เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ปี 1975

งานที่ไม่ใช่ “แค่ขายของ”

หากจะพูดถึงความหมายของคอมิกเกะในสายตาคนนอก นี่อาจเป็นเพียงงานรวมตัวของ “โอตาคุ” แต่สำหรับผู้ที่ได้สัมผัสด้วยตัวเองจะรู้ดีว่า หัวใจสำคัญของงานนี้คือ “การปลดปล่อยจิตวิญญาณแห่งการสร้างสรรค์” ที่ไม่มีกำแพงของระบบพาณิชย์มาขวางกั้น อย่างไรก็ตาม ความจริงที่ลึกซึ้งกว่านั้นซึ่งคณะกรรมการเตรียมงาน พยายามเน้นย้ำอยู่เสมอคือ งานนี้ไม่ใช่ “งานแสดงสินค้า” และไม่มี “ลูกค้า” ในงานนี้ เพราะทุกคนที่เหยียบเข้ามาในบิ๊กไซท์ ไม่ว่าจะเป็นอาสาสมัครจัดงาน ผู้วาดภาพ (Circle) หรือผู้มาเข้าแถวรอซื้อผลงาน (Participant) ต่างก็มีสถานะเป็น “ผู้ร่วมงาน” ที่มีส่วนรับผิดชอบต่อความสำเร็จของงานเท่า ๆ กัน นี่คือปรัชญาที่ทำให้คอมิกเกะยังคงความขลังมาได้เกือบครึ่งศตวรรษ

คอมิกเกะเป็นสนามแจ้งเกิดของครีเอเตอร์มือใหม่และพื้นที่แสดงตัวตนของมืออาชีพ ในแง่มูลค่าทางเศรษฐกิจ ครีเอเตอร์ที่ขายเอง สามารถรักษาผลกำไรได้สูงถึง 70% หรือมากกว่าจากราคาขาย เพราะไม่ต้องแบ่งค่าลิขสิทธิ์ให้สำนักพิมพ์

สำหรับนักเขียนระดับแม่เหล็กที่มียอดขายหลักหลายพันหรือหมื่นเล่มภายในสองวัน รายได้มหาศาลนี้อาจเทียบเท่ากับการทำงานทั้งปีกับสำนักพิมพ์ แม้ว่าการทำงานกับสำนักพิมพ์จะให้ความมั่นคงในแง่การตลาดและการขยายลิขสิทธิ์ไปสู่โปรเจกต์อนิเมะหรือเกม แต่คอมิกเกะคือพื้นที่ที่พวกเขาจะได้ “วาดในสิ่งที่อยากวาด” จริง ๆ โดยไม่ต้องฟังคำสั่งจากบรรณาธิการ

คนเข้าร่วมงานและการมีส่วนร่วม

เมื่อมองไปที่สถิติผู้เข้าชมงาน C107 มียอดคนเข้างานเฉลี่ยวันละ 150,000 คน รวมสองวันประมาณ 300,000 คน แม้ตัวเลขนี้จะดูน้อยเมื่อเทียบกับจุดพีคที่สุดในประวัติศาสตร์อย่างงาน C97 เมื่อปี 2019 ที่มียอดรวมสูงถึง 750,000 คน (ในระยะเวลา 4 วัน) แต่ต้องเข้าใจบริบทว่าในปัจจุบันมีการจำกัดจำนวนตั๋วเข้างานเพื่อความปลอดภัยหลังยุคโควิด ประกอบกับการที่ฮอลล์ East 1-3 ปิดปรับปรุง ทำให้พื้นที่รองรับลดน้อยลง ดังนั้นยอด 300,000 คนในพื้นที่ที่จำกัดเช่นนี้ จึงถือว่ามีความหนาแน่นและคึกคักจนถึงขีดสุดเท่าที่สถานที่จะอำนวย โดยเฉพาะในโซนยอดนิยมอย่างฝั่ง West ชั้นล่างที่รวมบูธเกมโซเชียลและ VTuber ซึ่งมีผู้คนหลั่งไหลเข้าไปไม่ขาดสาย

สิ่งที่น่าสนใจใน C107 ครั้งนี้คือการรุกคืบของบริษัทเกมยักษ์ใหญ่ โดยเฉพาะ YoStar ที่ทุ่มงบโฆษณาถล่มทลายทั่วงานเพื่อโปรโมตเกม “Stella Sora” ภาพบรรยากาศที่เต็มไปด้วยป้ายแบนเนอร์ยักษ์และกิจกรรมที่คึกคักในโซน Corporate Booth (West Hall) สะท้อนให้เห็นว่าบริษัทออฟฟิเชียลมองคอมิกเกะเป็น “พื้นที่ยุทธศาสตร์” มากกว่าแค่การมาขายของ แต่เป็นการสร้างการรับรู้ในหมู่กลุ่มเป้าหมายที่ทรงพลังที่สุด ซึ่งเมื่อเทียบกับงานเกมทั่วไปอย่าง Tokyo Game Show แล้ว บูธในคอมิกเกะจะมีความเป็นกันเองและเน้นการสร้างปฏิสัมพันธ์กับแฟนคลับในเชิงวัฒนธรรมมากกว่าเชิงธุรกิจ

พื้นที่ดาดฟ้าของตึก West Hall ยังคงทำหน้าที่เป็น “รันเวย์” ของเหล่าคอสเพลเยอร์ การเปิดพื้นที่กลางแจ้งแบบนี้ไม่ได้แค่ตอบโจทย์เรื่องแสงในการถ่ายภาพสำหรับตากล้อง แต่ยังเป็นพื้นที่สร้างเครือข่ายของคอสเพลเยอร์ หลายคนสามารถเปลี่ยนความชื่นชอบให้กลายเป็นรายได้ผ่านการขายโฟโต้บุ๊กหรือ Digital Set ภายในโซนที่จัดไว้ให้ ซึ่งเป็นการยกระดับงานอดิเรกสู่ความเป็นมืออาชีพในรูปแบบเดียวกับศิลปินวาดภาพ

คนไทยก็ได้ไปออกบูธเช่นกัน!

สิ่งที่ทำให้คนไทยอย่างเราภูมิใจเป็นพิเศษคือการปรากฏตัวของบูธจากประเทศไทยที่เดินทางไปร่วมสร้างสีสัน ไม่ว่าจะเป็น Nakatokung, Tama Run หรือ Mamuchin โดยเฉพาะในกรณีของ Mamuchin ที่ได้มีโอกาสพูดคุยและสัมภาษณ์พบว่า ความท้าทายที่สุดไม่ใช่เรื่องของฝีมือ แต่คือการจัดการเรื่องโลจิสติกส์และการปรับตัวเข้ากับระบบการจองบูธที่เข้มงวดของญี่ปุ่น การที่ผลงานของคนไทยได้รับความสนใจจากนักอ่านชาวญี่ปุ่นจนต้องต่อแถวซื้อ เป็นเครื่องพิสูจน์ว่ากำแพงด้านภาษาไม่มีผลต่อความงามของศิลปะ และนี่คือจุดเริ่มต้นของการสร้างชื่อเสียงให้ครีเอเตอร์ไทยในระดับสากลอย่างแท้จริง

งานที่ยังได้รับความนิยมแม้จะเป็นช่วงยุคดิจิตัล

ท่ามกลางยุคสมัยที่ทุกอย่างถูกเปลี่ยนให้เป็นข้อมูลดิจิทัล และการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของ E-book ที่มอบความสะดวกสบายเพียงปลายนิ้วสัมผัส แต่สิ่งที่น่าทึ่งในงาน C107 คือการที่ “กระดาษ” ยังคงเป็นราชาที่ครองพื้นที่ส่วนใหญ่อย่างเหนียวแน่น คำถามที่น่าสนใจคือ ทำไมในสังคมที่ล้ำสมัยที่สุดแห่งหนึ่งของโลกอย่างญี่ปุ่น วัฒนธรรม “หนังสือเล่ม” ถึงยังคงทรงพลังและมีเสน่ห์ดึงดูดใจผู้คนได้มากกว่าไฟล์ดิจิทัล

ประการแรกคือเรื่องของ “สุนทรียภาพแห่งการสัมผัส” ที่ดิจิทัลยังทดแทนไม่ได้ ในงานคอมิกเกะ เซอร์เคิลหลายแห่งทุ่มเทให้กับการเลือกเกรดกระดาษ การใช้เทคนิคพิมพ์พิเศษ เช่น การปั๊มฟอยล์ การเคลือบ Spot UV หรือแม้แต่การเลือกใช้น้ำหมึกที่มีกลิ่นเฉพาะตัว สิ่งเหล่านี้ทำให้หนังสือหนึ่งเล่มไม่ได้เป็นเพียงแค่พาหะของเนื้อหา แต่เป็น “งานศิลปะ” ที่สัมผัสได้ด้วยมือ การได้เปิดหน้ากระดาษและรับรู้ถึงน้ำหนักของมัน สร้างประสบการณ์ที่ลึกซึ้งกว่าการไถหน้าจอ

ประการต่อมาคือ “ความรู้สึกของการครอบครอง” สำหรับแฟนคลับชาวญี่ปุ่น การมีไฟล์ดิจิทัลอยู่ในเครื่องอาจให้ความรู้สึกเหมือน “การยืมใช้” แต่การมีหนังสือเล่มวางอยู่บนหิ้งคือ “การเป็นเจ้าของ” อย่างแท้จริง วัฒนธรรมการสะสมของญี่ปุ่นหยั่งรากลึกเกินกว่าที่ข้อมูล 0 กับ 1 จะตอบโจทย์ได้ หนังสือที่ซื้อจากมือศิลปินในงานมีคุณค่าในฐานะ “ของสะสมที่มีจำนวนจำกัด” ซึ่งสร้างความภูมิใจและเป็นเครื่องยืนยันถึงความรักที่มีต่อผลงานชิ้นนั้น

ที่สำคัญที่สุดคือ “คุณค่าของปฏิสัมพันธ์” การซื้อขายในคอมิกเกะไม่ใช่แค่การทำธุรกรรม แต่คือการแลกเปลี่ยนพลังงานระหว่างครีเอเตอร์กับผู้รับชม การยื่นหนังสือด้วยสองมือและการรับมาพร้อมคำขอบคุณคือพิธีกรรมที่ทำให้หนังสือเล่มนั้นมี “ความทรงจำ” บรรจุอยู่ข้างใน เมื่อเราเปิดอ่านหนังสือที่ซื้อมาจากมือของ Mamuchin หรือศิลปินไทยคนอื่น ๆ ในงาน C107 เราไม่ได้อ่านแค่ลายเส้น แต่เรากำลังรำลึกถึงช่วงเวลาที่ได้ยืนอยู่หน้าบูธ ได้สบตา และได้ส่งต่อแรงบันดาลใจให้กันและกัน

ในขณะที่โลกดิจิทัลเน้นความเร็วและความประหยัดพื้นที่ วัฒนธรรมญี่ปุ่นในคอมิกเกะกลับเลือกที่จะรักษา “ความช้า” และ “การใช้พื้นที่” ของกระดาษเอาไว้ เพราะมันคือหลักฐานทางกายภาพเพียงอย่างเดียวที่ยืนยันว่า ความฝันและจินตนาการเหล่านั้นมีตัวตนอยู่จริงในโลกแห่งความจริง ไม่ใช่เพียงแค่แสงสีบนหน้าจอที่พร้อมจะหายไปเพียงแค่ปิดเครื่อง นี่เองคือเหตุผลที่ทำให้กลิ่นอายของหมึกและกระดาษยังคงเป็นหัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนคอมิกเกะให้เดินหน้าต่อไปได้อย่างสง่างามในวาระครบรอบ 50 ปีนี้

ความประทับใจของเรา “ในฐานะผู้เข้าร่วมงานด้วยตัวเอง”

สำหรับโดยส่วนตัวของทางเราที่ได้ไปเยือนด้วยตัวเองนั้นก็ได้พบว่า นี่มันไม่ใช่แค่ “งานขายของ” ความรู้สึกของเราก็คือนี่เป็นพื้นที่งาน “แห่งความคิดสร้างสรรค์” ที่ไม่มีกรอบความคิดใด ๆ ที่มาจำกัด คนที่มาออกบูธจะสามารถแสดงความคิดสร้างสรรค์ได้เต็มที่โดยที่เจ้าของลิขสิทธิ์จะไม่ได้ห้ามอะไร ถ้าหากงาน Wonder Festival คืองานแห่งผู้สร้างสรรค์โมเดลแล้ว คอมิกเกะก็คืองานของผู้สร้างสรรค์ผลงานภาพวาดและผลงานทำมือ ที่ได้รวบรวมเหล่าผู้ที่เป็นมืออาชีพกับมือใหม่ที่ได้ลงสนามจริงมาไว้ด้วยกันภายใต้กฎกติกาที่เท่าเทียม แม้อาจจะยกเว้นบูธติดผนังที่มียอดขายเยอะ แต่ทุกคนก็จะสามารถเริ่มต้นและขายผลงานของตัวเองได้เช่นกัน

สิ่งที่เราประทับใจอีกอย่างคือ “ความเป็นระเบียบ” ถึงแม้ยอดคนเข้างานทั้งสองวันคือ 300,000 คนอาจจะดูน้อยกว่าช่วงพีคในปีก่อน ๆ แต่จำนวนคนก็ยังถือว่ามหาศาล มากกว่างาน gamescom asia x Thailand Game Show 2025 ที่จัดในไทยเมื่อปีที่แล้วเสียอีก แต่ทุกอย่างยังคงเป็นระเบียบ ไม่พบการแทรกแซงคิว ไม่พบปัญหาระหว่างผู้คน ไม่พบปัญหาคนมาเนียนขายของ ถ่ายรูปในพื้นที่ต้องห้าม การดูแลจัดการขยะที่ดูดีมาก ทุกพื้นที่จะต้องมีห้องน้ำหรือตู้กดน้ำ ไปจนถึงสตาฟที่ทำงานอย่างขยันขันแข็งและสนุกกับงานไปด้วย วัฒนธรรมของญี่ปุ่นได้ทำให้เรา “เปิดโลก” ในมุมมองความคิดนี้และต้องคารวะต่อจิตวิญญาณของคนเข้าร่วมงาน ที่แม้คนจะดูเยอะจนน่ากลัวแต่ก็ยังเป็นระเบียบจนไม่น่าเชื่อ

หลายสิ่งหลายอย่างที่เราเห็นเราก็อยากเห็นงานในไทยทำตามบ้าง ไม่ว่าจะเป็นการ “รวมตัวละครใกล้เคียงกันมารวมกันในโซนเดียว” ซึ่งจะเปิดโอกาสให้ครีเอเตอร์ทั้งมือใหม่และมือเก๋าได้อยู่ใกล้เคียงกัน จะทำให้แม้แต่คนที่ไม่เคยตามผลงานครีเอเตอร์เลยแต่พวกเขาจะได้มาเจอผลงานในงานนี้่ครั้งแรก, การตั้งป้ายเอาไว้ด้านหลังทีที่นอกจากจะโปรโมตบูธตัวเองแล้วยังมีพื้นที่ให้ติดตามผลงาน ไปจนถึงการจัดระเบียบและความไวของแถว ที่ทำให้การซื้อ-ขาย ต่าง ๆ เป็นไปด้วยความราบรื่น

50 ปีแห่งคอมิกเกะ วัฒนธรรมแห่งโอตาคุที่ยังไม่สิ้นสุด

ในวาระที่คอมิกเกะครบรอบ 50 ปี ความสำเร็จที่เกิดขึ้นไม่ได้วัดจากจำนวนเงินหมุนเวียนเท่านั้น แต่วัดจากความยั่งยืนของชุมชนนักสร้างสรรค์ หากเราต้องการพัฒนาวงการแฟนอาร์ตหรือโดจินชิในไทยให้เติบโตได้ระดับนี้ เราอาจไม่ต้องมองหาแค่การจัดงานให้ใหญ่โตขึ้น แต่ต้องเริ่มจากการสร้างความเข้าใจใน “วัฒนธรรมการสนับสนุน” และการเคารพในทรัพย์สินทางปัญญา รวมถึงการสร้าง Ecosystem ที่เอื้อให้ครีเอเตอร์รุ่นใหม่กล้าออกมาแสดงผลงานโดยไม่ต้องกังวลเรื่องการขาดทุน

ความเป็นไปได้ในการพัฒนาอีเวนต์ในไทยให้เทียบเท่าคอมิกเกะนั้นมีอยู่จริง หากทุกภาคส่วนมองเห็นคุณค่าของ ” Soft Power” ที่เกิดจากปลายนิ้วของผู้เข้าร่วมงานทุกคน ไม่ใช่แค่รอการสนับสนุนจากภาครัฐเพียงอย่างเดียว และคอมิกเกะ C107 ก็ได้ทิ้งโจทย์นี้ไว้ให้เราได้ขบคิด ก่อนที่ตำนานบทต่อไปในฤดูร้อนครั้งหน้าที่ C108 จะเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง

บทความโดย ป่านคุง เผยแพร่เว็บไซต์ G-Genius และเพจ ป่านคุง เท่านั้น

Leave a comment

ปิดโหมดสีเทา