ติดตามเรา
Anime

รีวิว PRINCESS MONONOKE การกลับมาของหนังตำนานบน IMAX

PRINCESS MONONOKE คือภาพยนตร์อนิเมชันจากสตูดิโอจิบลีที่สร้างปรากฎการณ์มาแล้ว ได้กลับมาอีกครั้งบนจอ IMAX ที่ปรับปรุงภาพและเสียงครั้งใหม่ และทางเราได้รับเชิญไปร่วมชมในรอบสื่อที่ผ่านมา

สำหรับภาพยนตร์ PRINCESS MONONOKE นั้นเป็นหนึ่งในผลงานชิ้นโบแดงของปรมาจารย์ผู้กำกับ ฮายาโอะ มิยาซากิ ที่ปัจจุบันกลายเป็นผลงานสุดคลาสสิกและยังคงทรงพลังในโลกภาพยนตร์สมัยใหม่ที่ฉายเมื่อปี 1997 และได้รับรางวัลมากมายทั้งในญี่ปุ่นและต่างประเทศ อย่างเช่น

  • Japan Academy Prize 1998 – ชนะรางวัล ภาพยนตร์แอนิเมชันยอดเยี่ยม
  • 39th Japan Record Awards 1997 – ชนะ ดนตรีประกอบยอดเยี่ยม
  • Mainichi Film Awards 1997 – ชนะ ภาพยนตร์แอนิเมชันยอดเยี่ยม และ ดนตรีประกอบยอดเยี่ยม
  • Kinema Junpo Awards 1998 – ได้รับรางวัล Readers’ Choice Award สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม

และอีกมากมาย

โดยในการกลับมาครั้งนี้ตัวภาพยนตร์ได้รับการบูรณะใหม่เป็นระบบดิจิตอล 4K คมชัดที่สุดโดยอัตสึชิ โอคุอิ มือเก๋าของสตูดิโอจิบลิ พร้อมปรับปรุงะบบเสียงรอบทิศทาง และตัวภาพยนตร์จะออกแบบมาสำหรับการฉายบนโรงภาพยนตร์ IMAX โดยเฉพาะ

บทความรีวิวจากทางเรา

โดยส่วนตัวแล้วทางเรายังไม่เคยชมภาพยนตร์จากทางสตูดิโอจิบลิมาก่อน ดังนั้นเรื่องนี้จึงถือว่าเป็นเรื่องแรกที่เราได้ชม โดย PRINCESS MONONOKE จะเล่าเรื่องราวญี่ปุ่นสมัยก่อน (น่าจะช่วงยุคเซนโกคุ) ที่มีพวกซามูไรเถื่อนออกปล้นสะดมไล่ฆ่าชาวบ้าน ส่วนฉากในเรื่องจะเล่าพื้นที่กลางป่าเขาของญี่ปุ่น (ซึ่งค่อนข้างห่างไกลจากสงครามการเมืองของญี่ปุ่นในสมัยนั้น) เล่าถึง อาชิกาตะ เจ้าชายหนุ่มผู้ถูกสาป เขาถูกบีบให้สำรวจดินแดนที่มนุษย์และเทพวิญญาณปะทะกัน เขาได้พบกับ ซัง เด็กสาวผู้ถูกเลี้ยงโดยเทพหมาป่า และถูกขนานนามว่าเจ้าหญิงจิตวิญญาณแห่งพงไพร ทั้งสองต้องเผชิญการตัดสินใจที่จะเปลี่ยนชะตากรรมของโลกตลอดไป

ตัวงานภาพยนตร์แม้จะเป็นงานสมัยปี 1997 แต่ตัวภาพกลับทำออกมาเป็นสเกลขนาดปัจจุบัน และตามปกติอนิเมชันในสมัยนั้นจะทำมาเพื่อฉายทีวีระบบอนาล็อก และเป็นงานวาดด้วยมือ ดังนั้นจึงจะเห็นตัวละครหรือฉากสั่นไปสั่นมาเป็นเรื่องปกติ แต่เรื่องนี้ฉากที่ว่าคือเห็นน้อยมาก คือจะบอกว่าเป็นภาพยนตร์ที่สร้างมาในยุคนี้ก็ยังบอกได้ว่าอาจจะใช่ และด้วยการที่เป็นจอ IMAX ทำให้จะเห็นฉากต่อฉากที่วาดด้วยมือแบบมีชีวิตชีวามาก ทุกฉากทุกขั้นตอนจะเต็มไปด้วยรายละเอียดที่ลื่นไหลแม้กระทั่งตัวประกอบ ใบไม้ที่สั่นไหวหรือแม้แต่เมฆควัน บ่งบอกถึงความใส่ใจและความยากท้าทายในการทำอนิเมชันสมัยก่อนมาก ที่แม้แต่งานอนิเมชันยุคปัจจุบันบางเรื่องยังทำละเอียดไม่ได้ขนาดนี้ ทำให้การชมบนจอ IMAX จะทำให้คนดูสามารถกวาดตามองดูรายละเอียดมาก

ตัวเรื่องราวนั้่นต้องบอกว่าน่าชื่นชมมาก เพราะแม้จะเป็นงานสมัยปี 90 แต่กลับสอดแทรกเนื้อหาที่เข้าถึงยุคสมัย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “บทบาทของผู้หญิง” ในเรื่องนี้ นอกจาก “ซัง” ที่เป็นตัวนางเอกของเรื่องแล้ว เราจะเห็นตัวละครผู้นำหญิงที่เป็นเจ้าหญิงอีกคน และเหล่าตัวละครประกอบ “แต่มีบทบาทเด่นมาก” ในฐานะของผู้หญิง ซึ่งเป็นสิ่งที่ภาพยนตร์ได้นำเสนอความเท่าเทียมการจ่ายบททั้งผู้ชายและผู้หญิงได้ดีมาก เราจะไม่เห็นตัวละครชายทำตัวเด่นเกินหญิง หรือจะไม่ได้เห็นตัวละครหญิงต้องหลบอยู่เบื้องหลังอย่างเดียว นี่เป็นสิ่งที่นำเสนอได้แบบเป็นธรรมชาติและไหลลื่นโดยไม่มีการยัดเยียดแต่อย่างใด

ด้านเรื่องราวนั้น แม้จะเล่าเรื่องที่เหมือนจะเป็นการแบ่งฝ่าย ระหว่างฝ่ายมนุษย์ที่รุกรานธรรมชาติ รวมไปถึงฝ่ายที่ต้องการท้าทายเทพเจ้า กับฝ่ายผืนป่า ที่จะมีการแบ่งฝ่ายไปอีก ซึ่งก็ได้นำเสนอแตกต่างจากเรื่องอื่น ๆ ตามปกติมักจะเล่าเรื่องในลักษณะการเข้าข้างฝั่งใดฝั่งหนึ่ง แต่เรื่องนี้นำเสนอมุมมองแตกต่างและชวนให้คนดูนั่งดูว่า ตัวพระเอกจะตัดสินใจอย่างไร แต่ก็เล่าเรื่องสะท้อนมุมมองสังคมมนุษย์ได้เป็นอย่างดี ส่วนเรื่องราวจะเป็นอย่างไรในตอนท้ายก็อยากให้ไปร่วมชมกันในโรง

สำหรับงานซับนั้น ทางหนังจะมีการใช้ซับสีเหลืองในส่วนของภาษาไทย ทำให้มองเห็นได้ค่อนข้างชัด แต่งานแปลนั้นจะใช้คำโบราณเพื่อให้เข้ากับยุคสมัยในเรื่อง แต่จะมีการใช้คำโบราณที่ค่อนข้างเยอะ ซึ่งข้อเสียของซับแบบนี้คือจะทำให้คนดูบางคนที่ไม่คุ้นกับคำโบราณอาจจะงงว่าตัวละครพูดว่าอะไร ถ้าคนไหนชอบความสวยงามของภาษาก็จะชอบ เพราะแสดงให้เห็นว่าคนแปลเองก็เก่งด้านสำนวนนี้ แต่ถ้าพูดตรง ๆ คือ ถ้าชอบก็ชอบไปเลย ถ้าไม่ชอบก็จะไม่ชอบไปเลย อารมณ์จะเป็นประมาณแบบนี้มากกว่า แต่ถ้าคนดูคุ้นเคยกับการใช้คำแนว ๆ โบราณหรือจักร ๆ วงศ์ ๆ ก็จะเข้าใจได้ไม่ยาก

ถ้าให้สรุปโดยรวมแล้ว ด้วยสเกลงานภาพละเอียดแบบวาดมือในระดับที่หาชมได้ยากแม้กระทั่งในอนิเมชันยุคปัจจุบัน กับการเล่าเรื่องที่สะท้อนความเป็นคนออกมา ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายมนุษย์หรือฝ่ายธรรมชาติ รวมไปถึงการปรับปรุงงานภาพที่ทำออกมาดียอดเยี่ยมระดับ 4K จึงทำให้นี่เป็น “ของดี” ที่อยากให้คนไหนที่ชื่นชอบอนิเมชันญี่ปุ่นได้มาลองชมซักครั้ง โดยเฉพาะคนไหนที่ยังไม่เคยชมงานของสตูดิโอจิบลิ นี่จะเป็นโอกาสดีที่จะได้มาชมกับงาน “ระดับตำนาน” และเป็นเหตุผลว่า ทำไมงานของจิบลิจึงถูกยกย่องในฐานะงานศิลปะอันทรงคุณค่าจนมาถึงปัจจุบัน

สำหรับภาพยนตร์ “PRINCESS MONONOKE” ได้เข้าฉายแล้วในระบบ IMAX จนถึงวันที่ 17 กันยายน 2568 และระบบปกติ ตั้งแต่ 18 กันยายน 2568 เป็นต้นไปในโรงภาพยนตร์

Leave a comment

ปิดโหมดสีเทา